Isn't it false? - Part 1
posted on 15 May 2008 15:19 by lunaria-vidollfanfic in short-fic
[short fic] Isn’t it false?
Author: Lunaria
Pairing: Jui x Shun
Rating: NC-17
------
“วันนี้เหนื่อยชะมัดเลย...” เสียงบ่นของพวกหนุ่มๆดังมาจากเบื้องหลังประตูห้องแต่งตัว บริเวณหน้าเวทีที่พวกเขาเคยได้โลดแล่น บัดนี้กำลังถูกเหล่าพนักงานทั้งหลายขนย้ายสายไฟและอุปกรณ์จำนวนมากกลับออกไป
เหงื่อใสอาบร่างของทั้ง 5 จนโชก ทั้ง 5 ร่างทิ้งนำหนักลงบนที่นั่งของตัวเอง และปล่อยให้ร่างอันเหนื่อยล้าเอนกายไปบนพนักอย่างไร้เรี่ยวแรง
“ฉันขี้เกียจลุกแล้วล่ะ...” มือกลองผู้ตาปรือแทบจะหลับ บ่นขึ้นอย่างงัวเงีย “เมื่อคืนก็นอนแทบไม่หลับ แล้วมาวันนี้ต้องเล่นไลฟ์ใหญ่แบบนี้อีก เฮ้อ...เหนื่อยจริงๆ”
ทุกคนอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกับเทโระมากนัก กลุ่มก้อนความเงียบก้อนใหญ่จึงเข้ามาแทนที่ทุกสิ่งทุกอย่าง
...แต่แล้ว ชุนก็เป็นผู้ทำลายความเงียบนั้น
“ถ้ายังไม่มีใครอาบน้ำ ผมขอไปอาบก่อนล่ะ...” เขาวางสัมภาระของตัวเองกองไว้ที่โต๊ะ และหยิบมาเพียงสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น
ชุนกำลังจะเดินไปเปิดประตูห้อง เพื่อไปอาบน้ำ...
“เดี๋ยว ถ้าอย่างนั้นฉันไปด้วย..”
เจ้าของเสียงนั้นคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากจุย ชายหนุ่มผู้มีผมยาวประบ่าสีน้ำตาลอ่อนลุกขึ้นและรี่ตรงไปยังประตู ที่ที่ชุนยืนอยู่...
ทว่าภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยของชุน ได้ซ่อนแววบางอย่างเอาไว้...ข้อความเหล่านั้นถูกสื่อผ่านนัยน์ตา แต่ท้ายที่สุดแล้วเจ้าตัวตัดสินใจดึงเอาความรู้สึกเหล่านั้นกลับเข้าไปข้างในตามเดิม... รักษาสีหน้าให้ปกติที่สุด
“ยืนรอทำอะไรอยู่ล่ะ? เดินไปๆๆๆๆ” จุยเอ่ยพลางดันฝ่ามือทั้งสองไปบนแผ่นหลังของชุน เพื่อให้เขาเดินไปข้างหน้า
บานประตูปิดลงหลังจากเสียงฝีเท้าของทั้งสองค่อยๆห่างออกไป
อีก 3 ร่างที่เหลือเหลือบมองกันอย่างมิได้นัดหมาย ใบหน้าเหล่านั้นโปรยยิ้มให้กันอย่างมีความหมาย ทว่าปราศจากคำพูด ...ช่วงเวลาอันเงียบกริบผ่านไปครู่ใหญ่ ห่อนที่เทโระจะเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก
“จุยน่ะ...เล่นแรงขึ้นทุกวันเลยแฮะ...”
อีก 2 ร่างตาเบิ่งโพลงจ้องมองใบหน้าคนพูด
เทโระที่สัมผัสได้ว่ากำลังถูกจ้องอยู่ จึงได้แต่ทำหน้างุนงงแล้วเอ่ยต่อ
“เอ้า...จ้องทำไมอย่างนั้นล่ะ? ฉันพูดอะไรผิดหรือไง? นั่งอยู่ตรงกลองน่ะ เห็นชัดจะตาย...”
“แล้วไอที่เล่นแรงที่ว่าเนี่ย?...” ราเมะกล่าวถามเป็นนัยและเว้นตอนจบให้อีกฝ่ายอธิบายต่อ
“โธ่นายน่าจะเข้าใจนะ”
“ก็พูดมาสิ!” คราวนี้ทั้งกิรุและราเมะต่างหันมาโพล่งพร้อมๆกัน
เทโระนั่งกระพริบตาปริบๆอยู่ครู่ใหญ่ ดูเหมือนการสื่อความโดยนัยด้วยคำพูดกำกวมของเขาจะดูไม่ได้ผลนัก เทโระถอนหายใจยาวก่อนเริ่มอธิบาย
“พวกนายก็รู้ไม่ใช่เหรอ? ว่าจุยน่ะ...ชอบกอดคอ รัดคอ เอาแก้มไปแนบกับชุนน่ะ?”
ราเมะและกิรุพยักหน้าอย่างคล้อยตามกัน
“ก็ไม่เห็นแปลกตรงไหน” มือกีตาร์ร่างเล็กกล่าว “เขายังเคยกอดคอฉันเลย”
“ไม่ๆ...มันคนละอย่างกับของนายนะกิรุ” มือกลองขมวดคิ้วกอดอก และถอนหายใจอีกครั้ง “พวกนายไม่เข้าใจเลยใช่มั้ยเนี่ย?....”
“เข้าใจน่ะมันก็เข้าใจอยู่ ...แต่จุยก็แค่เล่นไปเพื่อความสนุกของตัวเอง และเพื่อเอาใจคนหน้าเวทีเท่านั้นแหล่ะ” ราเมะอธิบาย
คราวนี้เทโระชำเลืองมองสายตาของทั้งคู่ ......ทีละคน.....
“เฮ้อ...ไม่รู้ล่ะ...” พูดพลางบิกขี้เกียจอย่างเหนื่อยล้า ดวงตาอิดโรยพร้อมจะหลับลงทุกเมื่อ “สงสัยฉันคงจะคิดไปเองคนเดียวล่ะมั้ง?”
เป็นที่รู้กันดีว่า บนเวที... คนที่จุยจะวิ่งไปหาบ่อยที่สุดคงจะหนีไม่พ้นชุน มือกีตาร์อายุน้อยผู้ว่าง่ายและมีอุปนิสัยหลายอย่างคล้ายเด็กๆ แรกเริ่มทั้งคู่ก็ทำเพียงการกอดคอกันธรรมดา แต่เมื่อเวลาผ่านไป... ท่าทางความสนิทสนมของจุยและชุนก็ดูจะแน่นแฟ้นมากขึ้น จากการกอดคอธรรมดา กลายมาเป็นการแนบศีรษะเข้าหากัน ....จากนั้นก็เริ่มเป็นการแนบแก้มเข้าหากัน...
จนมาถึงปัจจุบัน ที่จุยเริ่มจะเล่นกับลิ้นของตัวเองบ่อยขึ้นๆ....
ปลายลิ้นที่ซุกซนนั้นเกือบจะได้ฝากสัมผัสร้อนไว้บนหัวไหล่ของชุนแล้ว
ทว่าสิ่งที่เกิดบนเวทีเป็นเพียงแค่การแสดงเท่านั้น ไม่มีเศษเสี้ยวของความจริงเลยสักนิด... เขาควบคุมมือกีตาร์อายุน้อยคนนี้เพียงเพื่อความสนุกของตัวเองเท่านั้น หาใช่ความรู้สึกที่แท้จริงไม่...
.....
เสียงหยดน้ำไหลซ่าจากฝักบัวอาบผิวขาวละเอียดของเด็กหนุ่มร่างสูง ...ฝ่ามือนุ่มแทบจะเอื้อมไปสัมผัสหัวไหล่ขวาทุกๆ 5 วินาที ...ที่ส่วนนั้นนั่นเอง ...ที่ทำให้เขาใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุหลุดออกมานอกอก แม้ปลายลิ้นของอีกฝ่ายจะไม่ได้ฝากสัมผัสร้อนไว้ที่ตรงนั้น แต่ระยะห่างเพียงน้อยนิดก็ทำให้ชุนรับรู้ถึงลมหายใจร้อนระอุของจุย ใบหน้าของทั้งคู่แทบเข้าหากันใกล้ แก้มที่ชื้นเหงื่อถ่ายทอดไออุ่นให้แก่กัน
ไม่รู้ว่าจุยจะรู้สึกเหมือนกันรึเปล่า...
แต่เพราะการกระทำเช่นนี้บ่อยครั้ง มันทำให้รัศมีความรู้สึกประหลาดก่อตัวขึ้นในใจของชุน
หากจะพูดว่าเป็นอาการหวั่นไหวระยะเบื้องต้นคงจะไม่ผิดนัก...
เด็กหนุ่มปล่อยกายใจอันเหนื่อยล้าไปกันเสียงไหลซ่าของน้ำอุ่น เสียงๆเดียวที่ดังสะท้อนอยู่ในห้องน้ำกว้าง...
แต่แล้วเสียงนั้นก็ถูกรบกวนด้วยด้วยเสียงฝีเท้า ที่ก้าวเป็นจังหวะ ...กำลังย่างก้าวเข้ามาใกล้ห้องที่เขากำลังใช้อยู่ แต่ดูเหมือนว่าเจ้าของฝีเท้านั้นจะหยุดลงที่ห้องข้างๆ ชุนอดไม่ได้ที่จะลืมตาขึ้นมาอย่างใคร่รู้ ใครบางคนกำลังจะเข้าไปอาบน้ำที่ห้องข้างๆเขา...
คงจะเป็นใครสักคนในวง ....ช่างเถอะ.... ชุนเองก็ไม่รู้ถึงเหตุผลที่ตัวเองจะต้องใจเต้นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้านั้น
...จินตนาการของเขาคงจะนำพาให้คิดไปว่า บุคคลนั้นเป็นจุย...
อีกฝ่ายเปิดฝักบัวจนเสียงน้ำจากอีกห้องไหลคลอไปพร้อมกับเสียงน้ำในห้องของชุน
นอกจากเสียงน้ำแล้วยังมีเสียงของชีพจรในร่างเด็กหนุ่ม... ที่เต้นโครมครามอย่างไร้เหตุผล
...ไร้สาระสิ้นดี... มันเป็นเพราะจินตนาการที่เตลิดเปิดเปิงอยู่ฝ่ายเดียวแท้ๆ
“ชุน...”
ทว่า...จินตนาการของชุนมันถูกตั้งแต่แรก เสียงหนึ่งที่ชุนคุ้นหูดีเอ่ยเรียกชื่อเขา
ชีพจรเร่งจังหวะขึ้น...เมื่อนึกถึงใบหน้าของเจ้าของเสียงที่เรียกเขา ดวงตาทั้งสองเบิ่งโตขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ
“...ครับ...” ชุนเอ่ยตอบเบาๆ พอให้จุยได้ยินเท่านั้น
อีกฝ่ายเว้นวรรคครู่ใหญ่ราวกับกำลังสรรหาถ้อยคำ
“วันนี้นายดูเกร็งๆนะ...”
“...?...”
เกร็งรึ? ...นี่ชุนไม่ได้รู้สึกตัวเลยสักนิด กิริยาท่าทางของเขาคงจะเป็นไปโดยสัญชาตญาณ เพียงแต่ไม่นึกมาก่อนว่าจุยจะสังเกตมันด้วย
“ขอโทษนะ...วันนี้ฉันเล่นแรงไปหรือเปล่า? ตอนนั้นน่ะ?”
ตอนนั้น...
คงจะหมายถึงตอนเล่นไลฟ์เพลงที่ 4 ...ที่ปลายเรียวลิ้นอันซุกซนของนักร้องนำเกือบจะได้แตะลงบนเนื้อนุ่มของชุนแล้ว
แน่นอนว่าจุยไม่เคยทำแบบนั้นมาก่อน ...วัดได้จากเสียงร้องกรี๊ดกร๊าดของคนดูที่ดังมากเป็นพิเศษ ครั้งก่อนๆที่ผ่านมาก็ยังไม่มากมายเท่านี้
“ขอโทษทำไมครับ...ไม่ได้เล่นแรงไปหรอก ความจริงแล้วมันเป็นเรื่องปกติด้วยซ้ำ...”
“ฮ่าๆๆๆ...ปกติงั้นเรอะ?”
ทั้งสองสนทนาโต้ตอบกันฝ่านกำแพงกั้นห้องน้ำที่สูงเหนือหัวชุนไปไม่เท่าไหร่ เสียงน้ำก้องสะท้อนคลอไปกับเสียงพูดของทั้งคู่
ชุนยังคงไม่เข้าใจในเสียงหัวเราะของอีกฝ่าย
ก็มันไม่จริงหรือ?...สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ สิ่งที่จุยทำกับเขาบนเวทีเป็นตัวอย่างหนึ่งของคำที่เรียกว่า แฟนเซอร์วิส คำซึ่งอธิบายตัวมันเองอยู่แล้ว มันคือสิ่งซึ่งสร้างความพึงพอใจให้กับแฟนเพลง สิ่งซึ่งตอบสนองจินตนาการอันลำเลิศของเหล่าแฟนๆยามที่ได้เห็นผู้ชายสองคนใกล้ชิดสนิทสนมกันมากเป็นพิเศษ
จุยและชุน..คือหนึ่งในตัวอย่างนั้น ทุกครั้งที่ชายหนุ่มทั้งสองแนบชิดเบียดเข้าหากันบนเวที เสียงกรีดร้องของแฟนเพลงคือหลักฐานชี้ชัดถึงความพอใจในภาพที่ได้เห็น
และจุยก็ยังคงหัวเราะต่อไป.... จนเด็กหนุ่มเริ่มขมวดคิ้ว
“มันน่าขำยังไงครับ?...ก็มันเป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ?...”
“ก็ใช่อยู่ แต่ก็...ช่างมันเถอะ...” และจุยก็ตัดบทลงซะอย่างนั้น
นี่เขากำลังซ่อนนัยอะไรเอาไว้หรือเปล่า?
ความใคร่รู้ที่ก่อตัวขึ้นเริ่มทำให้ชุนอยากค้นหาคำตอบว่าอีกฝ่ายคิดยังไงกันแน่?
“แล้วจุยคุงคิดว่ามันไม่ปกติเหรอครับ?...” เด็กหนุ่มตัดสินใจปล่อยให้คำถามนั้นหลุดออกจากปากไปในที่สุด
“ฮ่าๆๆๆๆ...” ทว่าจุยกลับยิ่งหัวเราะหนักกว่าเดิม เพราะน้ำเสียงของชุนมันฟังดูเหมือนกับเด็กที่ถามอะไรตามที่ตัวเองคิด ทุกถ้อยคำที่ชุนพูด ไม่เคยเข้าข่ายคำว่า ‘สวยหรู’ แต่เพราะความ ‘ไม่สวยหรู’ ของมันเนี่ยแหล่ะ ที่ทำให้จุยชอบแกล้งเขาบ่อยครั้ง...
“มันน่าขำอะไรนักหนาครับ?!” คิ้วทั้งสองของชุนผูกโบกันโดยไม่รู้ตัว
“เปล่าๆ...ขอโทษๆ ฮ่าๆๆๆ” แม้ปากจะบอกว่าขอโทษแต่ก็ไม่หยุดหัวเราะเสียที “ชุน...นายนี่มันทำตัวอย่างกับเด็กๆเลย ฮ่าๆๆๆ.....”
ชุนยิ่งขมวดคิ้วมากกว่าเดิม อะไรๆก็เป็นเด็กๆ... ไม่ใช่แค่จุยคนเดียวเท่านั้นที่บอกว่าเขาเหมือนเด็ก แต่กิรุ ราเมะ เทโระ ก็พูดเหมือนกันหมด
เมื่ออีกฝ่ายเอาแต่หัวเราะแบบนี้ ชุนจึงได้แต่เงียบ รอจนกระทั่งเสียงหัวเราะจบลง..จุยจุงพูดต่อ
“ฉันนึกว่าปกติฉันจะเล่นไม่แรงขนาดนี้ไง..ปกติแต่เข้าไปกอดคอของนายก็น่าจะเพียงพอแล้ว ...แต่วันนี้...ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรดลใจให้ฉันทำซะขนาดนั้น ไม่รู้ว่าสำหรับนายมันจะแรงเกินไปรึเปล่า...........”
นั่นสินะ.........
ความจริงแล้วสาเหตุที่ชุนตัวเกร็งไปโดยไม่รู้ตัว คงเป็นเพราะการกระทำของจุยที่แปลกไปจากทุกครั้ง
“ไม่หรอกครับ...ไม่แรงเกินไปหรอก”
“พูดอย่างนี้แสดงว่าครั้งต่อไปฉันก็จูบนายกลางเวทีได้เลยน่ะสิ...” น้ำเสียงเริ่งร่าเริ่มหยอกล้อชุนอีกครั้ง
แก้มขาวทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มแดงก่ำขึ้นมา
เพียงแค่จินตนาการตามสิ่งที่จุยกำลังพูด...
.....ริมฝีปากที่ผละออกจากไมโครโฟน...
ก้าวเท้าที่ดูคล่องแคล่วเดินรวดเร็วมาทางชุน....
มือข้างที่ว่างจากการถือไมโครโฟนพลิกใบหน้าของมือกีตาร์อายุน้อยให้หันไปเผชิญหน้า....
...และจากนั้น....
กลีบปากชุมเหงื่อประทับลงอย่างดูดดื่มลงบนริมฝีปากของชุน
มีพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์เป็นทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้น ...ไม่ว่าจะเป็นคนดู... สมาชิกในวงอีก 3 คนที่เหลือ และสตาฟทั้งหน้าเวทีและหลังเวที
“จุยคุงทะลึ่ง...”
“แค่จูบปากเนี่ยนะทะลึ่ง!!....บ้าเหรอ? ...มีคนที่เขาเล่นแรงกว่านั้นอีก...” จุยตอบม้วนเสียงสูง ...ไม่มีใครรู้หรอกว่าเวลาแกล้งชุนน่ะ มันสนุกขนาดไหน...
“ถ้าฉันทะลึ่งจริงๆนะ...ฉันคงจับไหล่นายกดลงนอนราบกับพื้นเวทีไปแล้วล่ะ....”
จินตนาการของชุนยิ่งเตลิดเปิดเปิงหนักกว่าเดิม...
เพียงแค่นึกภาพว่าร่างของเขาที่จับกีตาร์ไว้แน่น ต้องถูกฝ่ามือของนักร้องนำดันหัวไหล่กดลงไปกับพื้นเวที ...ร่างของจุยคร่อมและควบคุมทุกอย่างอยู่เหนือร่างของเขา...
หากเป็นแบบนั้นจริง.... ชุนคงจะได้แค่ภาวนาขอให้คอนเสิร์ตจบลงโดยเร็ว...
เด็กหนุ่มหยุดจินตนาการของตัวเองเอาไว้แค่นั้น...
“พอเถอะครับ...”
“ฮ่าๆ...ฉันไม่กล้าทำหรอก ถ้าทำทีก็คงจะหน้ามืดตามัวมากเกินไปแล้วล่ะ....”
แต่ลึกๆแล้วชุนยอมรับ..
เขาอยากลองให้จุยหน้ามืดตามัวแบบนั้นดูสักครั้ง จิตใต้สำนึกส่วนลึกที่สุดเรียกร้องโหยหาสัมผัสแบบนั้น...
ความโหยหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด ก่อตัวทุกครั้งที่จุยเข้ามาแนบกายอยู่ใกล้ๆเขา แม้มันจะเป็นแค่การแสดง...หรือการเสแสร้งบนเวทีเพื่อเอาใจคนดู แต่สำหรับชุน...มันเป็นมากกว่านั้น...
เขาไม่อยากให้จุยทำกับเขาแบบนั้นแค่บนเวทีเท่านั้น ไม่อยากให้มันเป็นเพียงการเล่นละครเพื่อเอาใจใคร... เด็กหนุ่มคนนี้คงจะกำลังหลงรักไออุ่นจากอ้อมแขนที่โอบรัดเข้ามา... หลงรักแก้มชื้นเหงื่ออุ่นๆที่ทาบลงบนแก้มของเขา ...หลงรักสายตาอ่อนโยนทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังบางอย่างเวลาทั้งคู่หันเข้าหากัน ...หลงรักน้ำเสียง ...หลงรักรอยยิ้ม ...หลงรักท่วงท่าบนเวทีของจุย ...หลงรักคำพูดของเขาทุกคำ
หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่ง ...หลงรักทุกอย่างที่เป็นจุย........
-----------------
To be continue Part 2