Tuesday Morning - Part 2

posted on 13 Mar 2010 14:28 by lunaria-vidollfanfic

"Tuesday Morning"
Author: Lunaria
Pairing: Jui x Shun
Fandom: Vidoll
Rating: PG13 - NC17

 

เราสองคน...ไม่ควรจะให้คำสัญญาต่อกัน 
เพราะถ้ารักษาสัญญาไม่ได้ ...ก็รังแต่จะทำให้รอยแผลเดิมถูกย้ำ
ย้ำแล้วย้ำเล่าจนช้ำ ...จนอาจจะรักใครไม่ได้อีกเลย

เช้าวันอังคาร ผมตื่นมาพร้อมกับความสงสัย 

...ความรักของผมกับชุนคืออะไรกันแน่?...

 

 

 

 

Part 2 :

 

 

 

“Italia Rinascimentale” คือชื่อหนังสือที่อยู่ในมือของผม ผมอยู่ในร้านหนังสือชื่อดังแห่งหนึ่ง เนื่องจากว่าตอนนี้เป็นเวลาเช้า ลูกค้าจึงยังไม่แน่นร้านมากนัก เสียงเพลงแจ๊ซที่ทางร้านเปิดคลออ้อยอิ่งดังวนเวียนอยู่ในหูของผม ผมหยิบหนังสือมาได้หนึ่งเล่ม และถือมันไปนั่งที่โซนขายกาแฟของร้าน

Italia Rinascimentale ถ้าแปลเป็นภาษาอังกฤษก็คงจะประมาณ Renaissance Italy ...เป็นหนังสือเกี่ยวกับยุคเรอเนสซองส์ล้วนๆ โดยเล่มนี้เน้นที่ผลงานศิลปะของศิลปินที่เฟื่องฟูในยุคนั้น

ผมสั่งเอสเปรสโซร้อนมาหนึ่งแก้ว ถอดผ้าพันคอสีเทาออก พาดมันไว้กับพนัก มือขวาพลิกเปิดหนังสือ... ช่วงต้นเล่มมีแต่ตัวหนังสือภาษาอิตาเลียน ผมซึ่งเคยเรียนอยู่หนึ่งปีพอจะอ่านออก แต่ก็ไม่ได้เข้าใจไปเสียทั้งหมด ช่วงท้ายเล่มเต็มไปด้วยรูปภาพผลงานศิลปะในยุคนั้น ผมพลิกไปเรื่อยๆ

...นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่?...

คือคำถามที่ผุดขึ้น นิ้วมือของผมหยุดเคลื่อนไหว

...นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่นะ เพียงเพราะภาพที่เห็นเมื่อวานหรือ? ภาพๆนั้น... ภาพของเด็กหนุ่มคนนั้น ที่เข้ามานั่งในร้านของผมถึงสามชั่วโมง ...เด็กหนุ่มหน้าตาซีดเซียว ไร้ชีวิตชีวา ...เด็กหนุ่มที่ลืมไอพอดไว้บนโต๊ะริมหน้าต่าง และผมก็ต้องวิ่งตามไปคืนให้

เพราะภาพนี้เองใช่มั้ย?... ภาพเด็กคนนั้น “ร้องไห้”

...ร้องไห้ น้ำตานองหน้า ดวงตาบวมช้ำ จมูกแดงเหมือนลูกมะเขือเทศ

ผมนึกโกรธตัวเอง นั่นมันความทุกข์ของคนอื่นนะ แล้วทำไมผมถึงได้ติดใจมันนักหนา?

ผมตอบคำถามตัวเอง... ก็เพราะว่ามัน “งดงาม” ไงล่ะ ถ้าเด็กหนุ่มคนนั้นไม่ร้องไห้ ผมก็คงไม่จำภาพใบหน้านั้นไว้ติดตาขนาดนี้ ใบหน้าเรียบเฉยของเขาก็ดูเหมือนเด็กหนุ่มมหาวิทยาลัยทั่วไป แต่ใบหน้าที่อาบน้ำตานั่น...

“เห้อ...” ผมถอดถอนหายใจ ไม่ได้เหนื่อยหน่ายอะไรหรอกครับ แค่นึกแปลกใจว่าทำไมใบหน้าร้องไห้มันตราตรึงอยู่หลังเปลือกตาผมได้ชัดเจนขนาดนี้ ปกติแล้วคนเรามักจะจดจำรอยยิ้มกันไม่ใช่หรือ หรือเป็นเพราะผมไม่ได้เห็นรอยยิ้มของเด็กคนนั้น? ไม่สิ... เขาก็ยิ้มแล้วนะครับ เวลาผมเข้าไปถามว่าอยากรับอาหารอะไรเพิ่มหรือไม่ เขาก็หันมาตอบผมด้วยเสียงอู้อี้พร้อมกับ “รอยยิ้ม”

แต่รอยยิ้มหวานนั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมประทับใจเท่ากับ “คราบน้ำตา”

มือของผมกลับไปพลิกหน้ากระดาษอีกครั้ง พลิกไปเรื่อยๆจนไปหยุดที่ภาพๆหนึ่ง เป็นภาพหญิงสาวในผ้าคลุมสีน้ำเงิน ตรงหน้าของเธอคือหนังสือที่หน้ากระดาษเผยอเปิดเล็กน้อย ภาพนั้นเป็นภาพของอันโตเนลโล ดา เมสสินา ชื่อภาพเขียนไว้เป็นภาษาอิตาเลียนคือ “L’annunciata”

ผมเพ่งพินิจใบหน้าของเธอ ดวงตาหวานนั้นเหมือนจะมองไปยังแสงสว่าง แสงซึ่งไม่อาจบอกได้ว่าฉายมาจากที่ใด หรือจากอะไร แล้วผมก็เริ่มจินตนาการว่า ถ้าผู้หญิงในภาพกำลังร้องไห้ มันจะสวยงามเหมือนกับใบหน้าของเด็กหนุ่มคนนั้นหรือไม่

ผมนั่งนิ่งจ้องมองใบหน้านั้น ต่อเติมหยดน้ำตาเข้าไป เพิ่มสีชมพูระเรื่อไปบนปลายจมูกอีกหน่อย ให้ดวงตาดูช้ำน้ำตามากกว่านี้อีกนิด

 คำตอบก็คือ... ไม่เลย

ผมบ้าไปแล้ว... คุณศิลปินครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่คุณนะ เพราะผมก็เองก็ยังสับสนในตัวเองอยู่ว่ากำลังทำบ้าอะไรอยู่ ผมคงจะเพี้ยนไปแล้ว

ผมเปิดหารูปอื่นๆ และก็มาหยุดอยู่ที่ภาพวาดชื่อเสียงก้องโลก ภาพโมนาลิซา

ถ้าโมนาลิซาร้องไห้ล่ะ? ถ้าโมนาลิซามีน้ำตาอาบสองข้างแก้ม ปลายจมูกซับสีแดงเรื่อ ขอบตาบนและล่างบีบเข้าหากันอีกนิด... ผมตั้งคำถามตัวเองอีกครั้ง เวลาโมนาลิซาร้องไห้ มันจะดูงดงามเท่ากับใบหน้าของเด็กหนุ่มคนนั้นหรือเปล่า?

อีกครั้งที่คำตอบคือ... ไม่งดงามเหมือนใบหน้าของคนๆนั้นเลย

จะไม่มีใครร้องไห้ได้ “สวย” เท่านั้นอีกแล้วหรือ?

นี่ผมใช้คำว่า “สวย” ไปรึ? เจ้าเด็กนั่นเป็นผู้ชายนะ!

ผมเปิดดูภาพอีกหลายภาพ ลองเปลี่ยนจากภาพผู้หญิงเป็นผู้ชาย เปลี่ยนจากผู้ชายเป็นเด็ก... ไม่เลย ผมรู้สึกว่าถ้าคนในภาพเหล่านี้ร้องไห้ น้ำตาที่พวกเขาหลั่งออกมามันไม่มีทางทำให้ภาพสวยขึ้นแน่นอน ให้พวกเขาแสดงสีหน้าแบบเดิมน่ะดีแล้ว

ผมลองนึกหน้าเด็กหนุ่มคนนั้นเป็นใบหน้าตอนยิ้ม หรือเป็นใบหน้ายามปกติ ที่ไม่มีน้ำตาสักหยด

...ผมนึกไม่ออก...

แย่แล้ว

 บ้า... ผมบ้าไปแล้วจริงๆหรือ? ผมอายุจะสามสิบอยู่วันยังค่ำ เกิดสมองกลับอะไรขึ้นมา? ผมอยากหัวเราะ นึกขำตัวเองที่เอาเวลามานั่งทำอะไรแบบนี้ นั่งเปิดภาพวาดชื่อดังสมัยเรอเนสซองส์ แล้วเปรียบเทียบกับใบหน้าของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งผมไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ

บอกได้คำเดียวว่า “ตลกมาก”

หรือมันจะเป็นเพราะความเหงากันนะ ผมอาจจะเหงาที่ไม่ได้เจอโคสุเอะแฟนสาวของผมเป็นเวลานานเกินไป จิตก็เลยฟุ้งซ่านได้ขนาดนี้

ผมตัดสินใจปิดหนังสือ แล้วดื่มกาแฟร้อนแทน นั่งเล่นอีกสักพัก รอให้กาแฟหมดแก้ว แล้วค่อยลุกเอาหนังสือไปเก็บดีกว่า... ผมลุกไปสั่งแซนด์วิชมาเพิ่มอีกหนึ่งคู่นึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย

ผมมารู้ตัวอีกที ก็พบว่าตัวเองกำลังนำหนังสือเล่มนั้นไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ ...ผมอยากจะเอาภาพในหนังสือไปนั่งพินิจพิเคราะห์ต่อ ว่าถ้าคนในภาพทุกภาพร้องไห้ มันจะสวยงามเหมือนที่เด็กหนุ่มคนนั้นร้องไห้หรือเปล่า

ถ้าดูจบเมื่อไหร่ก็เก็บหนังสือไว้เป็นสมบัติของร้านก็ได้นี่

แต่มันก็ “บ้า” อยู่ดีไม่ใช่หรือ เพราะผมไม่เคยทำอะไรแบบนี้เลยตั้งแต่เกิดมา

เด็กหนุ่มคนเดิมมาที่ร้านอีกครั้งในสองวันถัดมา เขานั่งโต๊ะเดิม น่าแปลกว่าทุกครั้งที่เขาเข้ามาในร้าน ลูกค้าคนอื่นๆจะหายหมด ในร้านจะเงียบเชียบ มีเพียงเสียงเพลงขับกล่อมแผ่วเบา เสียงเปียโนแหลมเล็กดังคลอหูขณะที่ผมยกกาแฟร้อนไปเสิร์ฟเด็กหนุ่มคนเดิมที่โต๊ะ

“กาแฟได้แล้วครับ” ผมเอ่ย พร้อมวางแก้วกาแฟคาปุชิโนร้อนลงตรงข้างๆโน้ตบุคของเขา ชั่วเสี้ยววินาทีนั้นผมเหลือบมองเขา วันนี้เขาไม่ร้องไห้ หน้าตาดูปกติดี แต่ก็ยังดูไม่มีชีวิตชีวาเหมือนเดิม ราวกับต้องแบกถุงข้าวสารอันหนังอึ้งไว้บนบ่าตลอดเวลา

เอกสารและหนังสือเรียนวางแผ่เต็มโต๊ะ ผมถือวิสาสะมองเอกสารพวกนั้น จึงได้รู้ว่าเขาน่าจะกำลังเรียนอยู่ในคณะที่เกี่ยวกับภาษา เพราะบนปกหนังสือเรียนผมเห็นคำว่า “Litterature” และคำว่า “Victorian Fiction” อยู่บนนั้น และชีทยับยู่ยี่ที่วางกระจายอยู่ล้วนแล้วแต่เป็นภาษาอังกฤษทั้งสิ้น

“รับอาหารเพิ่มมั้ยครับ?” ผมลองถาม

“เอ่อ ไม่เป็นไรครับ” เขาก็ยังคงปฏิเสธเช่นเดิม

เมื่ออีกฝ่ายยืนกรานจะไม่ทานอะไร ผมก็ได้แต่ถอยห่างออกมา ถ้าเขาหิว เดี๋ยวเขาก็คงบอกเอง

วันต่อๆมาเหตุการณ์ก็ดำเนินไปเช่นนี้อีกหลายวัน... เด็กหนุ่มจะเข้ามาที่ร้านของผมเวลาห้าโมงเย็นของทุกวัน มีเว้นบ้างบางวันเท่านั้น ซึ่งถ้าวันไหนที่เขาไม่ได้มานั่งนานๆเหมือนที่เคยนั่ง เขาก็จะแวะมาซื้อกาแฟแบบเทคอะเวย์ใส่แก้วกระดาษกลับบ้านไป

จนกระทั่งเวลาผ่านไปสองสัปดาห์ ต้นเดือนธันวาคมแล้ว อากาศดูจะหนาวขึ้นเรื่อยๆ หิมะโรยตัวลงมาอ้อยอิ่งแทบทั้งวัน เค้กในร้านก็ขายดีขึ้นเรื่อยๆเพราะอย่างไรเสีย เดือนธันวาคมก็เป็น “เดือนแห่งความสุข” อยู่แล้ว มีทั้งเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่รอคอยอยู่ปลายเดือน คนออกมาจับจ่ายซื้อของให้คนที่รักมากขึ้น ดูท่าทางผมต้องหาผู้ช่วยทำเค้กบ้างแล้ว

วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่เด็กหนุ่มคนนั้นเดินเข้ามาในร้าน ผมไม่เคยคิดจะถามชื่อเขา แม้เราจะเคยคุยกันบ้าง แต่ก็เป็นเพียงการคุยเพียงสองสามประโยคเท่านั้น ผมคิดว่าเขาค่อนข้างเป็นคนขี้อาย พูดไม่เก่ง แต่ก็ไม่ใช่คนมนุษยสัมพันธ์ไม่ดี สาเหตุของความเงียบ น่าจะเป็นเพราะความทุกข์ที่มันเอ่อล้นอยู่ในใจเขามากกว่า

วันนี้เขาเข้าร้านช้ากว่าทุกวัน ปกติเขาจะเปิดประตูร้านเข้ามาตอนห้าโมงเย็น แต่วันนี้กว่าเขาจะหอบข้าวหอบของสารพัดของเขามาถึงที่นี่ ก็หกโมงครึ่งเข้าไปแล้ว

เมื่อเปิดประตูเข้ามาเจอใบหน้าของผม เขาก็เอ่ยทักเสียงเบา “สวัสดีครับ”

เขายิ้ม...

ผมนิ่งอึ้งไปราวๆห้าวินาที

ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยเห็นเขายิ้มนะครับ เขาก็ยิ้มให้ผมบ่อยอยู่พอสมควร แต่รอยยิ้มที่ผมเห็นมาตลอดสองสัปดาห์ มันเป็นรอยยิ้มที่ยิ้มไปตามมารยาท ไม่ใช่ว่าเขาไม่จริงใจกับผม แต่เขาคงเหนื่อยเกินกว่าจะยิ้มออกมาจากใจได้

แต่รอยยิ้มในวันนี้ มันช่างแตกต่าง

วินาทีต่อมา ผมคิดว่าผมเข้าใจทันที ว่าสาเหตุของรอยยิ้มนั้นคืออะไร

“ไวท์ช๊อกโกแลตร้อนที่นึงครับ” เด็กหนุ่มเดินมาสั่งเครื่องดื่มที่เคาน์เตอร์ ทำให้ผมเห็นที่มาของรอยยิ้มนั้น

ดอกกุหลาบสีชมพูดอกโต

กลีบดอกยังไม่ถึงกับบานสะพรั่ง รูปดอกยังคงตูม แต่ก็เป็นดอกที่ใหญ่พอควร ดอกกุหลาบสีชมพูดอกเดียวถูกห่ออยู่ในพลาสติกสีขาวขุ่น ที่มัดไว้ด้วยริบบิ้นสีฟ้าเส้นใหญ่

ผมชงช๊อกโกแลตร้อนตามที่เขาสั่งและยกไปเสิร์ฟที่โต๊ะ แล้วก็ต้องแปลกใจที่วันนี้ไม่เห็นเขาต่อโน้ตบุค แปลกใจที่วันนี้เขาไม่กางแผ่เอกสารเกลื่อนกลาดเหมือนที่เคยทำ เด็กหนุ่มยังคงเลือกนั่งโต๊ะเดิม...ที่ริมหน้าต่าง ที่ที่เขามักจะมานั่งตาลอย ไร้ชีวิตชีวาขณะที่สองมือกดแป้นพิมพ์ วันนี้ไม่มีภาพๆนั้นให้ผมเห็น ไม่มีดวงตาอิดโรย ไม่มีเสียงถอนใจเงียบกริบ และไม่มีเค้าความเศร้าเลยแม้แต่นิด ตรงกันข้าม เด็กหนุ่มดูมีความสุข

ความสุขที่เอ่อล้น ความสุขที่มากเสียจนไม่อาจเก็บกลั้นไว้ได้ เป็นความสุขที่...มีไม่กี่ครั้งในชีวิตที่จะสุขได้มากถึงเพียงนี้ มากเสียจนมนุษย์อีกคนหนึ่งสามารถสัมผัสได้แค่มองปราดเดียว

ผมดีใจที่เห็นเขายิ้ม แต่มันประหลาดใจมากกว่า ถึงอย่างไรก็ตามผมรู้สึกดีตามเขาไปด้วย เขายิ้มแล้ว... ใบหน้ายามยิ้มของเขาทำให้โลกดูสดใสขึ้นเยอะ ดีใจด้วยนะ ในที่สุดก็หายเครียดซักที เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ก็เลิกทำหน้าอมทุกข์ได้แล้วนะ ผมอยากพูดกับเขาแบบนี้

ผมวางช๊อกโกแลตร้อนลงตรงหน้าเขา วางไว้ข้างๆดอกกุหลาบดอกใหญ่สีชมพูดอกนั้น

“อ่า...ขอดูเมนูอาหารหน่อยได้มั้ยครับ” เขาเรียก รั้งผมไว้จากการเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์

“อ้อ สักครู่นะครับ” ผมตอบ งุนงงอีกครั้ง... รอยวันพันชาติ (ความจริงก็แค่สองสัปดาห์) เขาไม่เคยสั่งอาหารอะไรเลย วันนี้องค์อะไรเข้ากันล่ะเนี่ย เขาถึงได้เกิดอยากสั่งอาหารขึ้นมา

เด็กหนุ่มไล่ดูเมนูด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจสั่ง “เอาสปาเก็ตตี้ครีมซอสแฮมครับ”

ผมจดรายการอาหารลงไป “รอสักครู่นะครับ” และเดินเข้าครัวทันที

ผมเดินกลับออกมาพร้อมจานสปาเก็ตตี้ครีมซอสหอมกรุ่น บนโต๊ะของเด็กหนุ่มยังคงไม่มีเอกสารใดๆ ไม่มีการเอาโน้ตบุคมาต่อไฟเตรียมพร้อมทำงาน ไม่มีอะไรที่ดูเป็นวิชาการสักอย่าง เมื่อเสิร์ฟอาหารเสร็จ ผมก็ถอยออกมาตามหน้าที่ ปล่อยให้เด็กหนุ่ม (ผู้ที่นานๆทีจะมีความสุข) ได้อร่อยกับอาหารตรงหน้า

...ผมกล้าพูดเต็มปากนะ ว่าฝีมือการทำอาหารของผม อร่อยอย่าบอกใคร

เมื่อทานอาหารเสร็จ ผมแอบเห็นเขาเอากล้องถ่ายรูปออกมา พยายามจะถ่ายดอกกุหลาบดอกนั้นจากหลายๆมุม ซูมใกล้บ้าง ห่างบ้าง ถ่ายอยู่ประมาณสิบกว่าช็อตเห็นจะได้ แต่ไม่ว่าถ่ายมากเท่าไหร่ก็ดูเหมือนเขาจะไม่พอใจซักที

เมื่อเห็นภาพๆนั้น ผมอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ เขามักจะเผลอยิ้มคนเดียว เมื่อถ่ายรูปเสร็จ เขาก็หยิบซองจดหมายสีแดงออกมา เปิดซอง คลี่เอากระดาษที่พับไว้ออกมาอ่าน

ดูๆไปแล้วท่าทางเหมือนคนกำลังอ่านจดหมายรักไม่มีผิด ผมกับโคสุเอะไม่เห็นเคยมีอารมณ์แบบนี้บ้างเลย เขายกแผ่นกระดาษขึ้นมาจนแทบจะติดลูกตา ท่าทางจะสายตาสั้น หรือไม่ก็คนเขียนเขียนตัวเล็กเกินไป ...เมื่ออ่านจบ เขาก็ยิ่งยิ้ม พลางพับกระดาษใส่ซองตามเดิม ไม่ลืมที่จะถ่ายรูปซองสีแดงนั่นเอาไว้ด้วย

...เด็กหนุ่มคนนั้น ...คนกำลังมีความรักนี่เอง

ผมเริ่มสงสัย หรือว่าต้นตอแห่ง “ใบหน้าเปื้อนน้ำตา” นั้น จะเป็นเพราะความรักครั้งนี้หรือเปล่า สิ่งใดที่ทำให้คนเรามีความสุขมาก สิ่งนั้นก็ย่อมทำให้เราทุกข์มากเช่นกัน ยิ่งความสุขดึงเราขึ้นไปสูงแค่ไหน เราก็ยิ่งดิ่งลงไปตามแรงโน้มถ่วงแห่งความทุกข์ได้มากเท่านั้น

To be continue Part 3